มณฑลส่านซีเร่งผนึกกำลังสร้าง “Hub” การค้าระหว่างประเทศแห่งใหม่

มณฑลส่านซีเร่งผนึกกำลังสร้าง “Hub” การค้าระหว่างประเทศแห่งใหม่

วันที่นำเข้าข้อมูล 12 ก.พ. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 12 ก.พ. 2569

| 676 view

มณฑลส่านซี ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและการปฏิรูปเศรษฐกิจ แม้มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์จากการเป็นมณฑลตอนในที่ไม่มีพื้นที่ติดทะเล ผ่านการขับเคลื่อนการพัฒนากลไกหลัก 3 ประการ ภายใต้กรอบข้อริเริ่ม “แถบและเส้นทาง”  ได้แก่ (1) การยกระดับระบบโลจิสติกส์ (2) การวางรากฐานด้านกฎระเบียบ (3) การสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างประเทศ กลไกดังกล่าวช่วยผลักดันให้มณฑลส่านซีก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง (Hub) การค้าระหว่างประเทศแห่งใหม่ ที่เชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางบกและทางอากาศ

ด้านระบบโลจิสติกส์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยในปี 2568 ขบวนรถไฟจีน-ยุโรป (ซีอาน) มีจำนวนเที่ยววิ่งกว่า 6,037 เที่ยว เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.1 จากปีก่อนหน้า ครอบคลุมเส้นทางกว่า 220 เมืองในยุโรป และมากกว่า 100 กว่าเมืองในเอเชีย โดยมีปริมาณการขนส่งสินค้ารวม 6.96 ล้านตัน ขณะเดียวกัน ท่าอากาศยานนานาชาติซีอานเสียนหยาง ได้ขยายเครือข่าย “เส้นทางสายไหมทางอากาศ” ครอบคลุม 93 เส้นทางใน 44 ประเทศ มีจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศกว่า 1.993 ล้านคน และปริมาณการขนส่งสินค้าและไปรษณีย์ระหว่างประเทศกว่า 75,600 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 50.7 และ 111 ตามลำดับ

ด้านการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ มณฑลส่านซีมุ่งเน้นการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องเพื่อลดภาระและเพิ่มขีดความสามารถให้แก่องค์กรธุรกิจผ่านมาตรการปฏิรูปแบบ “Small-cut reforms” ที่เน้นแก้ไขปัญหาคอขวดอย่างตรงจุด นอกจากนี้ ยังปรับโครงสร้างระบบอนุมัติโครงการสู่ระดับมาตรฐานสากลผ่านกลไก “การให้บริการแทนแบบครบวงจร-อนุมัติคู่ขนาน” (One-stop Service & Parallel Approval) พร้อมบังคับใช้มาตรการ “การรับคำร้องแบบผ่อนปรนเอกสาร” และการเร่งประสานงานล่วงหน้า ส่งผลให้เวลาอนุมัติโครงการสำคัญลดลงกว่าร้อยละ 30 ส่วนการจัดตั้งธุรกิจหรือการจดทะเบียนทรัพย์สินสามารถแล้วเสร็จได้ภายใน 1 วัน การยกระดับประสิทธิภาพด้านกฎระเบียบดังกล่าวช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้จำนวนนิติบุคคลทางธุรกิจในมณฑลเพิ่มขึ้นถึง 6 ล้านราย

นอกจากนี้ มณฑลส่านซียังได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านเวทีต่างๆ เช่น ฐานสาธิตความร่วมมือทางการเกษตรขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ในเมืองหยางหลิง ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการเกษตรขั้นสูง เช่น พันธุ์ข้าวสาลีที่ให้ผลผลิตสูงในคาซัคสถาน การฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์แผนจีนจากหลายประเทศ รวมถึงการจัดงานมหกรรมเกษตรหยางหลิงครั้งที่ 32 ซึ่งสามารถดึงดูดบริษัทในประเทศและต่างประเทศกว่า 1,800 แห่งเข้าร่วม

แนวทางการพัฒนาของมณฑลส่านซี ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงการใช้แพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับตลาดจีนและภูมิภาคใกล้เคียงในระยะต่อไป นอกจากนี้ ควรเร่งผลักดันการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศ (cross-border e-commerce) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการไทยในสินค้าเกษตรและอาหารมูลค่าสูง วัสดุและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม รวมถึงภาคโลจิสติกส์ ซึ่งต้องการช่องทางการค้าและการเชื่อมโยงตลาดที่หลากหลาย
และมีเสถียรภาพในระยะยาว

ที่มา : https://www.shaanxi.gov.cn/xw/sxyw/202601/t20260127_3608108.html

 

***********************

 

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซีอาน

 ผู้เรียบเรียง : ภูริทัต กิตติเจริญพงษ์ (นักศึกษาฝึกงาน)