“เมืองเป่าจี” เมืองที่โลกกำลังจับตามอง…และแน่นอนว่า “ไทยไม่ควรมองข้าม”

“เมืองเป่าจี” เมืองที่โลกกำลังจับตามอง…และแน่นอนว่า “ไทยไม่ควรมองข้าม”

วันที่นำเข้าข้อมูล 29 เม.ย. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 เม.ย. 2569

| 12 view

ในช่วงต้นปี_2568_มณฑลกานซูส่งออกผลิตภัณฑ์โซลาร์เซลล์ทะลุ_1.4_ร้อยล้านหยวน_(1)

 

อุตสาหกรรมโลกกำลังเปลี่ยน…สู่ยุคคุณภาพสูง ในบริบทที่เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ประเทศต่าง ๆ ต่างเร่งยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมจาก “การผลิตเชิงปริมาณ” ไปสู่ “การผลิตคุณภาพสูง” (High-quality development) ที่เน้นมูลค่าเพิ่ม เทคโนโลยีขั้นสูง และความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

ภายใต้แนวโน้มดังกล่าว “จีน” ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูง อุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจในระยะยาว คำถามสำคัญ คือ มีเมืองใดที่สามารถสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม? คำตอบหนึ่งที่ชัดเจน คือ “เมืองเป่าจี” มณฑลส่านซี ซึ่งได้ก้าวขึ้นจากฐานการผลิตอุตสาหกรรมดั้งเดิม สู่การเป็น “ศูนย์กลางวัสดุใหม่และอุตสาหกรรมขั้นสูง” โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไทเทเนียม จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งไทเทเนียมของจีน” และเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก

แล้วอะไรคือปัจจัยที่ทำให้เมืองเป่าจีสามารถยกระดับอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็ว?

ประเด็นแรก คือ การเชื่อมโยงในมิติของการพัฒนาอุตสาหกรรม การเติบโตของเมืองเป่าจีเกิดจากการผสานกันของแรงขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ แรงงานอุตสาหกรรมที่มีทักษะ การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และการเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างเป็นระบบ ซึ่งร่วมกันสร้างฐานการเติบโตใหม่ให้กับเมือง สะท้อนผ่านตัวเลขในปี 2568 ที่มูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของเมืองเป่าจีขยายตัวร้อยละ 10 สูงเป็นอันดับ 1 ของมณฑล และสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ โดยมีอุตสาหกรรมสำคัญที่เติบโต ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหาร และพลังงานและปิโตรเคมี

ประเด็นถัดมา คือ การเชื่อมโยงสู่ตลาดโลก โดยภาคอุตสาหกรรมของเมืองเป่าจีได้ขยายบทบาทในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัท Shaanxi HanDe Axle Co., Ltd. (陕西汉德车桥有限公司) ถือเป็นตัวอย่างของบริษัทที่ประสบความสำเร็จในตลาดโลก โดยในปี 2568 มีปริมาณการผลิตและจำหน่ายเพลารถยนต์เป็นอันดับ 1 ของจีน และอันดับ 3 ของโลก มียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 โดยส่งออกไปกว่า 20 ประเทศทั่วโลกและมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศมากกว่าร้อยละ 50 นอกจากนี้ ยังมีบริษัท Shaanxi Automobile Holding Group Co., Ltd. (陕西汽车控股集团有限公司) ที่มียอดผลิตและจำหน่ายรถยนต์พลังงานใหม่กว่า 13,000 คัน/ปี และบริษัท Shaanxi Fast Auto Drive Group Co., Ltd. (陕西法士特汽车传动集团有限责任公司) และยังคงครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่งในการผลิตระบบเกียร์และระบบส่งกำลังสำหรับรถพลังงานใหม่

ขณะเดียวกัน เมืองเป่าจียังให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ได้มีการจัดงานส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ “วิสาหกิจเยอรมันสู่เป่าจี” ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของเมืองได้พบปะและแลกเปลี่ยนกับบริษัทจากเยอรมนีโดยตรง ส่งผลให้มีบริษัทต่างชาติทยอยเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น บริษัท Fuchs Automotive Parts (Shaanxi) Co., Ltd. ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านการผลิต วิจัยพัฒนา และจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงอุปกรณ์และระบบไฮดรอลิก/นิวเมติก และวัสดุซีลประสิทธิภาพสูง

ในอีกมิติหนึ่งของโครงสร้างอุตสาหกรรม เมืองเป่าจีมีความโดดเด่นจากการพัฒนา “ห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทเทเนียมครบวงจร” โดยมีผู้นำหลักคือบริษัท BAOTI Group Co.,Ltd. ( 宝钛集团有限公司) ที่สามารถผลิตวัสดุไทเทเนียมจาก 1,070 ตัน เป็นมากกว่า 40,000 ตันต่อปี ครองอันดับ 1 ของโลก และสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจร ตั้งแต่การผลิตฟองน้ำไทเทเนียม การหลอม การแปรรูป ไปจนถึงการผลิตอุปกรณ์ ปัจจุบัน ปริมาณการผลิตผลิตภัณฑ์ไทเทเนียมคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตรวมทั้งประเทศจีน และเป็นผู้ผลิตไทเทเนียมรายใหญ่ระดับโลกที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนทั้งการผลิต การวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูง นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผ่านนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และแพลตฟอร์มซื้อขายไทเทเนียมแห่งแรกของโลก (TGEX: 钛谷交易网) ณ Baoji Titanium Valley ซึ่งช่วยเสริมบทบาทของเมืองในฐานะ “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมไทเทเนียมและการผลิตขั้นสูง”

ด้วยปัจจัยข้างต้น เมืองเป่าจีจึงไม่ได้เป็นเพียง “ฐานการผลิตไทเทเนียมที่ใหญ่ที่สุดของโลก” แต่ยังเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูงของจีน

บีไอซี นครซีอาน เห็นว่า โอกาสสำหรับธุรกิจไทยในเมืองเป่าจีมีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญภายใต้บริบทที่ทั้งไทยและจีนต่างมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่ “การเติบโตที่เน้นคุณภาพสูง” ซึ่งชูการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และมูลค่าเพิ่มมากกว่าปริมาณการผลิต ความสอดคล้องเชิงโครงสร้างดังกล่าวเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมืองเป่าจีมีความได้เปรียบในอุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำ เช่น วัสดุขั้นสูง การผลิตเครื่องจักร และอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่ไทยมีศักยภาพในอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น การแปรรูป การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการเป็น hub ตลาดอาเซียน ดังนั้น การพัฒนาความร่วมมือในลักษณะ “การแบ่งบทบาทในห่วงโซ่มูลค่า” จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองฝ่ายในตลาดโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อาหาร และพลังงานและปิโตรเคมี

โดยสรุป เมืองเป่าจีไม่ได้เป็นเพียง “ฐานการผลิตอุตสาหกรรม” เท่านั้น แต่กำลังก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง” ที่มีทั้งระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกับตลาดโลก และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง สำหรับไทย การเข้าไปมีบทบาทในระบบดังกล่าวควรมุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ การร่วมลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน เพื่อยกระดับความร่วมมือไทย–จีนให้มีความลึกซึ้งและยั่งยืนในระยะยาว

ผู้ที่สนใจขอรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสการสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนกับเมืองเป่าจี สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ Email: [email protected]

 

เขียนโดย นางสาวอรัญญา รุ่งเรือง

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซีอาน

 

แหล่งที่มา

  1. https://esb.sxdaily.com.cn/pc/content/202603/03/content_html
  2. https://finance.sina.com.cn/jjxw/2026-04-26/doc-inhvutnk1713766.shtml
  3. http://www.baotigroup.com/about.php?cat_id=1831