วันที่นำเข้าข้อมูล 2 มิ.ย. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 2 มิ.ย. 2569
แม่น้ำฮวงโห (Yellow River) มีความยาวรวมกว่า 5,464 กิโลเมตร นับเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับสองของจีนและอันดับ 6 ของโลก ไหลผ่าน 9 มณฑลและเขตปกครองตนเอง ได้แก่ ชิงไห่ เสฉวน กานซู่ เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ซานซี ส่านซี เหอหนาน และซานตง สายน้ำแห่งนี้ไม่เพียงเป็น “แม่น้ำแม่ของจีน” หากยังเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมจีนยุคแรกและรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ในทางประวัติศาสตร์ แม่น้ำฮวงโหกลับถูกขนานนามว่าเป็น “แม่น้ำวิปโยค” เนื่องจากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่และการเปลี่ยนเส้นทางไหลมากกว่า 26 ครั้งในช่วงกว่า 2,500 ปีที่ผ่านมา สะท้อนความเปราะบางของระบบนิเวศและข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำของลุ่มแม่น้ำแห่งนี้
ในยุคปัจจุบัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ทำให้ลุ่มแม่น้ำฮวงโหเผชิญแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยมีความท้าทายสำคัญใน 3 มิติ ได้แก่
(1) วิกฤตความมั่นคงด้านปริมาณน้ำ แม่น้ำฮวงโหมีปริมาณน้ำเฉลี่ยรายปีเพียงประมาณ 64.7 พันล้านลูกบาศก์เมตร หรือไม่ถึงร้อยละ 7 ของปริมาณน้ำในแม่น้ำแยงซีเกียง (9.959 แสนล้านลูกบาศก์เมตร) แต่กลับต้องรองรับประชากรกว่า 12% ของประเทศและพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 15% ส่งผลให้อัตราการใช้น้ำสูงถึงประมาณ 80% ซึ่งเกินกว่าระดับความปลอดภัยทางระบบนิเวศ
(2) ปัญหามลพิษทางน้ำและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ เนื่องจากลุ่มน้ำฮวงโหเป็นฐานอุตสาหกรรมพลังงานและเคมีถ่านหินขนาดใหญ่ของจีน กิจกรรมทางอุตสาหกรรมที่เข้มข้นนำไปสู่ปัญหาน้ำเสียสะสมและการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ
(3) ปัญหาดินตะกอนและการพังทลายของหน้าดิน โดยเฉพาะบริเวณที่ราบสูงดินเหลืองในช่วงกลางน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดตะกอนปริมาณมหาศาล ส่งผลให้ท้องน้ำบริเวณปลายน้ำตื้นเขินและยกตัวสูงกว่าพื้นดินโดยรอบ จนเกิดสภาพ “แม่น้ำเหนือพื้นดิน” ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยรุนแรง
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว รัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ยกระดับการฟื้นฟูลุ่มแม่น้ำฮวงโหเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ ภายใต้แผน “การคุ้มครองระบบนิเวศและการพัฒนาคุณภาพสูงของลุ่มแม่น้ำฮวงโห” (黄河流域生态保护和高质量发展) ซึ่งประกาศใช้เมื่อปี 2564 โดยมีกรอบดำเนินการ
ระหว่างปี 2564–2573 สาระสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าว คือ การเปลี่ยนแนวคิดจาก “การควบคุมหรือเอาชนะธรรมชาติ” ไปสู่ “การปรับตัวและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล” ผ่านการบริหารจัดการลุ่มน้ำแบบบูรณาการ ทั้งด้านการอนุรักษ์ระบบนิเวศ การประหยัดน้ำ การควบคุมตะกอน การฟื้นฟูพื้นที่ป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวควบคู่กัน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่ไทยสามารถศึกษาเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการลุ่มน้ำและรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต (อ้างอิง: https://www.gov.cn/zhengce/2021-10/08/content_5641438.htm)
ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ “เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย” ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก “การพัฒนาแบบใช้ทรัพยากร” ไปสู่ “การพัฒนาสีเขียวภายใต้ข้อจำกัดด้านน้ำ” ได้อย่างชัดเจน
แม้เขตฯ หนิงเซี่ยหุยจะเป็นพื้นที่กึ่งทะเลทรายมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยเพียงประมาณ 200 มิลลิเมตรต่อปี แต่ด้วยการพึ่งพาแม่น้ำฮวงโหเป็นแหล่งน้ำหลัก ทำให้พื้นที่ดังกล่าวสามารถพัฒนาเกษตรกรรมและชุมชนเมืองได้อย่างต่อเนื่อง จนได้รับสมญานามว่า “塞上江南” หรือ “เจียงหนานแห่งชายแดนเหนือ”[1]
นครหยินชวน เมืองเอกของเขตฯ หนิงเซี่ยหุย จึงกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของจีนในการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การจัดการทรัพยากรน้ำ และการฟื้นฟูระบบนิเวศ หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่น คือ การฟื้นฟูพื้นที่ไป๋จีทาน (白芨滩) ซึ่งในอดีตเคยเป็นพื้นที่ที่เผชิญพายุทรายรุนแรงและขาดความอุดมสมบูรณ์
แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็น “ปอดสีเขียว” ของนครหยินชวน
ภายใต้การนำของ “นายหวัง โหย่วเต๋อ” (Wang Youde: 王有德) ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมทะเลทรายของจีน พื้นที่ดังกล่าวได้พัฒนาเทคนิคควบคุมทรายและฟื้นฟูป่าอย่างต่อเนื่อง เช่น การใช้ “ตารางฟางข้าว” เพื่อยึดทราย ระบบชลประทานน้ำหยด และการปลูกป่าแบบหลายฤดูกาล จนสามารถพลิกฟื้นพื้นที่ชายขอบทะเลทรายเหมาอูซู่ (Mu Us Desert: 毛乌素沙漠) ให้กลับมาเขียวชอุ่มได้สำเร็จ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ดังกล่าวดำเนินโครงการป้องกันและควบคุมทะเลทรายรวมกว่า 780,000 หมู่ (ประมาณ 327,600 ไร่) จนเกิดปรากฏการณ์ “ทรายถอย ป่าไม้รุก” อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่แห้งแล้งของจีน และที่สำคัญ แนวทางของนครหยินชวนไม่ได้มุ่งเพียง “ปลูกป่า” แต่ยังพยายามสร้างสมดุลระหว่างระบบนิเวศกับเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านแนวคิด “การควบคุมทะเลทรายควบคู่เศรษฐกิจสีเขียว” เช่น การปลูกไม้ผล ป่าเศรษฐกิจ การเพาะกล้าไม้ และการเลี้ยงปศุสัตว์ ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ประชาชนควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การฟื้นฟูคุณภาพน้ำเพื่อให้ “สายน้ำสะอาดไหลสู่แม่น้ำฮวงโห” ในอดีตคลองระบายน้ำหลายสายของนครหยินชวนเคยเป็นแหล่งน้ำเน่าเสียและเต็มไปด้วยขยะ แต่ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา รัฐบาลนครหยินชวนได้เร่งดำเนินโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำเสียในเมืองผ่านแนวทาง “หนึ่งคลอง หนึ่งแนวทาง” (一沟一策) คือ กำหนดแผนฟื้นฟูเฉพาะสำหรับแต่ละคลองตามลักษณะปัญหา ไม่ใช้วิธีเดียวกันทั้งหมด มาตรการดังกล่าวประกอบด้วยการขุดลอกตะกอน การปลูกพืชน้ำ การติดตั้งระบบบำบัดทางชีวภาพ การปรับปรุงระบบท่อระบายน้ำ และการฟื้นฟูการไหลเวียนของน้ำจนสามารถฟื้นฟูแหล่งน้ำเสียทั้ง 9 สายของเมืองได้ครบ 100% ภายในปี 2561 แนวทางดังกล่าวสะท้อนแนวคิด “การจัดการมลพิษแบบแม่นยำ” ซึ่งกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในหลายประเทศ เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาและลดต้นทุนระยะยาว
ในภาคเกษตรกรรม นครหยินชวนยังดำเนินมาตรการ “สามห้าม สามลด”[2] เพื่อควบคุมการใช้ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช และสารกำจัดวัชพืช เพื่อลดการปนเปื้อนของไนโตรเจนและฟอสฟอรัสลงสู่แหล่งน้ำตั้งแต่ต้นทาง
นอกจากนี้ ยังมี “โครงการเชื่อมต่อระบบพื้นที่ชุ่มน้ำริมแม่น้ำ” ซึ่งใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเทียมและพืชน้ำในการดูดซับสิ่งปนเปื้อนก่อนปล่อยลงสู่แม่น้ำฮวงโห แนวทางดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างของการใช้ “Nature-based Solutions” หรือ “โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ” เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนาเมือง
นครหยินชวนยังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและอุตสาหกรรมอัจฉริยะ จากเดิมที่พึ่งพาอุตสาหกรรมถ่านหินและพลังงานแบบดั้งเดิม ปัจจุบัน ได้ผลักดันอุตสาหกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาด และการผลิตอัจฉริยะ พร้อมส่งเสริมการใช้ AI และระบบ “Industrial Brain” ในโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม โดยมีบริษัทชั้นนำ
ด้านพลังงานสะอาดของจีนเข้ามาลงทุนในนครหยินชวน พร้อมนำระบบ AGV หุ่นยนต์อัตโนมัติ และระบบควบคุมดิจิทัลมาใช้ในสายการผลิต
ในอีกมิติหนึ่ง การประยุกต์ใช้ AI และระบบดิจิทัลยังช่วยยกระดับการบริหารจัดการน้ำ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมของเมืองแบบ real-time ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้ม “Digital Water Governance” ที่หลายประเทศกำลังเร่งพัฒนาในปัจจุบัน
จากเมืองชายขอบทะเลทราย สู่เมืองต้นแบบด้านระบบนิเวศของจีน นครหยินชวนกำลังพิสูจน์ว่า “การพัฒนา” และ “การอนุรักษ์” สามารถเดินไปพร้อมกันได้ และอาจกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาลุ่มแม่น้ำสายสำคัญในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยในอนาคต
บีไอซี นครซีอาน เห็นว่า สำหรับประเทศไทย แม้จะเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยกลับเผชิญทั้งปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ถือเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย โดยธนาคารโลกประเมินว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และห่วงโซ่อุปทานระดับโลกเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ หลายพื้นที่ของไทยยังเผชิญปัญหาน้ำเสียในแม่น้ำและคลองสายสำคัญ โดยเฉพาะในเขตเมืองและพื้นที่เกษตรกรรมที่มีการใช้สารเคมีจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน
กรณีของจีน โดยเฉพาะการบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำฮวงโหและแนวทางของนครหยินชวน สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการทรัพยากรน้ำในอนาคตจำเป็นต้องอาศัย “การบริหารจัดการทั้งระบบ” มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แนวคิดการบริหารจัดการลุ่มน้ำแบบบูรณาการของจีน ซึ่งเชื่อมโยงต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ระบบนิเวศ เมือง เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำสายสำคัญของไทยในอนาคต นอกจากนี้ แนวทางการใช้พื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่สีเขียวเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ” เพื่อบำบัดน้ำและลดความรุนแรงของน้ำท่วม ยังเป็นแนวคิดที่ไทยสามารถศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะในบริบทของกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอีกด้วย
ในวันที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านน้ำ และการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว บทเรียนจากแม่น้ำฮวงโหอาจเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญที่ประเทศไทยสามารถศึกษาและต่อยอด เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคต
ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) นครซีอาน
ผ่านช่องทางโทรศัพท์ +86 029 6125 3668 ต่อ 804 หรือ Email: [email protected]
แหล่งที่มา
เขียนโดย นางสาวอรัญญา รุ่งเรือง
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซีอาน
[1] “塞上江南” (sāishàng jiāngnán) เป็นคำเปรียบเปรยของจีน หมายถึงโอเอซิสอันอุดมสมบูรณ์กลางพื้นที่แห้งแล้งทางเหนือ โดยคำว่า “塞上” (sāishàng) หมายถึง พื้นที่ชายแดนทางเหนือหรือเขตชายขอบที่มีสภาพแห้งแล้ง และ “江南” (jiāngnán) หมายถึง พื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซี ซึ่งขึ้นชื่อว่าอุดมสมบูรณ์
มีน้ำมาก เกษตรกรรมรุ่งเรือง และภูมิทัศน์สวยงาม ดังนั้น เมื่อจีนเรียกเขตฯ หนิงเซี่ยหุยว่า “塞上江南” มีความหมายว่า แม้เขตฯ หนิงเซี่ยหุยจะอยู่ในเขตกึ่งทะเลทรายและมีภูมิอากาศแห้งแล้ง แต่ด้วยการชลประทานจากแม่น้ำฮวงโห ทำให้พื้นที่ดังกล่าวสามารถพัฒนาเป็นแหล่งเกษตรกรรมและชุมชนที่อุดมสมบูรณ์ได้ เปรียบเสมือน
“เจียงหนาน” ของพื้นที่ตอนเหนือ
[2] “สามห้าม สามลด” คือ มาตรการด้านการเกษตรของนครหยินชวนที่ใช้ควบคุมมลพิษทางน้ำจากภาคเกษตร โดย “สามห้าม” คือ “ห้ามใช้อย่างเข้มงวด” ภายในพื้นที่รอบแนวถนนวงแหวนความเร็วสูงของเมือง ได้แก่ ห้ามใช้ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช และสารกำจัดวัชพืชในพื้นที่กำหนด ส่วน “สามลด” คือ การลดปริมาณการใช้สารเคมีทางการเกษตรผ่านแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการใช้สารกำจัดศัตรูพืช ลดการใช้สารกำจัดวัชพืช
Office Hours : Mon-Fri, 09.00-12.00 hrs. and 13.30-17.00 hrs.
Consular Section
VISA inquiries : +(86-29) 6125 3668 ext 801 Monday - Friday 15.00 - 17.00 hrs.
Thai citizen, please contact (+๘๖) ๑๘๒๐๒๙๒๑๒๘๑ for an appointment.