วันที่นำเข้าข้อมูล 22 พ.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 22 พ.ค. 2569
ในอดีต เวลาเราพูดถึง “ไม้ดอกไม้ประดับ” หลายคนอาจนึกถึงเพียงสินค้าสวยงามสำหรับตกแต่งบ้าน ของขวัญ หรือสินค้าตามเทศกาลที่ราคาขึ้นลงตามฤดูกาล แต่วันนี้ จีนกำลังเปลี่ยนภาพของอุตสาหกรรมนี้ไปอย่างสิ้นเชิง
“ดอกไม้” ในจีนยุคใหม่ ไม่ได้เป็นแค่สินค้าเกษตรอีกต่อไป แต่กำลังถูกยกระดับให้กลายเป็น “เศรษฐกิจมูลค่าสูง” ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี แฟชั่น การท่องเที่ยว วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน
มณฑลส่านซีเป็นหนึ่งใน “ศูนย์กลางเศรษฐกิจและนวัตกรรมของจีนตะวันตก” โดยมีนครซีอานเป็นเมืองเอก ซึ่งไม่เพียงเป็นเมืองประวัติศาสตร์สำคัญของจีน แต่ยังเป็นฐานอุตสาหกรรม เทคโนโลยี การวิจัย และโลจิสติกส์ที่สำคัญของประเทศ เพราะเป็นมณฑลที่มีภูมิประเทศ “หลากหลายครบทั้งเหนือ–กลาง–ใต้” ทำให้สามารถพัฒนาเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมได้หลายรูปแบบ นอกจากนี้ ส่านซียังเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative (BRI) และเป็นจุดเริ่มต้นของ “เส้นทางสายไหมโบราณ” ทำให้มีบทบาทสำคัญด้านการค้าระหว่างประเทศและการเชื่อมโยงจีนกับเอเชียกลาง ยุโรป และตะวันออกกลาง

ภายใต้บริบทดังกล่าว ทำให้ส่านซีเริ่มดึงดูดการลงทุนด้านเกษตรมูลค่าสูงและเกษตรอัจฉริยะมากขึ้นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ คือ “Jitai Horticultural Characteristic Facility Agricultural Industrial Park” ในนครซีอาน ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัท Shaanxi Jitai Urban New Agriculture Co., Ltd.
สิ่งที่น่าสนใจ คือ บริษัทฯ ไม่ได้เริ่มต้นจากธุรกิจดอกไม้ แต่เริ่มจากธุรกิจก่อสร้างตั้งแต่ปี 2525 ก่อนค่อย ๆ ขยายสู่ธุรกิจพลังงาน เกษตรเมือง และอุตสาหกรรมสุขภาพ จนพัฒนาเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีบริษัทในเครือกว่า 18 แห่ง ปัจจุบัน บริษัทฯ ถือเป็นฐานการผลิตดอกหน้าวัวที่ใหญ่ที่สุดของมณฑลส่านซี บนพื้นที่กว่า 167 ไร่ สามารถผลิตดอกหน้าวัวได้มากกว่า 5.5 ล้านดอกต่อปี และส่งจำหน่ายไปยังเมืองสำคัญทั่วจีน รวมถึงตลาดต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
หัวใจสำคัญของโครงการ คือ “ดอกหน้าวัวตัดดอก” ระดับพรีเมียม ซึ่งไม่ได้ถูกวางตำแหน่งเป็นเพียงดอกไม้ทั่วไป แต่ถูกยกระดับให้กลายเป็นสินค้าแฟชั่น งานศิลปะ ของตกแต่งโรงแรม งานอีเวนต์ ตลอดจนของขวัญระดับพรีเมียม สะท้อนแนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรของจีนยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน
![]() |
![]() |
![]() |
ที่มาของรูป : บริษัท Shaanxi Jitai Urban New Agriculture Co., Ltd.
บริษัทฯ ใช้ระบบโรงเรือนอัจฉริยะจากเนเธอร์แลนด์ โดยนำระบบ Priva Smart Greenhouse มาใช้ในการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น แสง น้ำ และปุ๋ยผ่านเทคโนโลยี IoT ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลแบบ real-time และปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเติบโตของพืชได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ยังร่วมมือกับสถาบันการศึกษาของจีนในการวิจัยและพัฒนาดอกไม้สายพันธุ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ใช้ระบบน้ำและปุ๋ยอัจฉริยะ เทคโนโลยีรางปลูกทรง W[1] รวมถึงระบบ HPS[2] เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับคุณภาพของดอกไม้ให้มีความสม่ำเสมอมากขึ้น ขณะเดียวกัน ระบบขนส่งและห่วงโซ่ความเย็นยังได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อรักษาความสดของดอกไม้ให้ยาวนานที่สุด สามารถรองรับการขนส่งไปยังตลาดทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังประสงค์ที่จะขยายความร่วมมือกับไทย เช่น การค้าดอกไม้ การลงทุนด้านเกษตรอัจฉริยะ และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ เป็นต้น โดยมองว่าประเทศไทยมีจุดแข็งด้านสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืชเขตร้อนและไม้ดอกหลายชนิด ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนการผลิต และมีศักยภาพในการพัฒนา
เป็นฐานการลงทุนหรือตลาดสำคัญในอนาคต
นอกจาก “Jitai Horticultural Characteristic Facility Agricultural Industrial Park” แล้ว บริษัทฯ ยังได้ให้ข้อมูลในส่วนของโครงการ Jitai · Shangsongyuan ซึ่งเป็นโครงการที่พัฒนาภายใต้แนวคิด “ต้นสน” และโดดเด่นด้วยภูมิทัศน์สวนบอนไซสไตล์ราชวงศ์ถังเพื่อการพักผ่อน ภายในประกอบด้วยศูนย์นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ พื้นที่จัดแสดงพืชสวนตกแต่ง พื้นที่กิจกรรมบำบัดด้วยพืชสวน และทุ่งดอกไม้นานาพรรณ และยังเป็นตัวอย่างของการต่อยอดภาคเกษตรไปสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” และ “อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ”
บีไอซี นครซีอาน เห็นว่า บริษัทฯ มีศักยภาพสูงด้านการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ การบริหารจัดการโรงเรือนสมัยใหม่ การพัฒนาไม้ดอกมูลค่าสูง ตลอดจนการต่อยอดภาคเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการพัฒนา “เกษตรมูลค่าสูง” ของจีนยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน และเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจทำความร่วมมือด้านไม้ดอกไม้ประดับ เกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีโรงเรือน การพัฒนาสายพันธุ์พืช รวมถึงการเชื่อมโยงตลาดและการลงทุนระหว่างไทย–จีน โดยไทยมีจุดแข็งด้านภูมิอากาศ พืชเขตร้อน และอุตสาหกรรมบริการ ซึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือกับจีนในอุตสาหกรรมดังกล่าวได้ในอนาคต
รายงานตลาดดอกหน้าวัวตัดดอกทั่วโลกในปี 2568

ที่มา: https://www.globalgrowthinsights.com/zh/market-reports/anthurium-market-119058#rd_table
รายงานตลาดดอกหน้าวัว ระบุว่า ในปี 2569 ตลาดดอกหน้าวัวทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 320 ล้าน USD และคาดว่าภายในปี 2575 จะมีมูลค่าสูงถึง 490 ล้าน USD และในช่วงปี 2569-2575 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 4.53%
เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย ไทยมีจุดแข็งที่หลายประเทศไม่มี โดยเฉพาะ “Soft Power” ทางวัฒนธรรม ความละเอียดอ่อนด้านศิลปะ และความหลากหลายของพืชเขตร้อน ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ “กล้วยไม้ไทย” ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยประเทศไทยถือเป็นผู้ส่งออกกล้วยไม้เขตร้อนอันดับ 1 ของโลก โดยเฉพาะกล้วยไม้ ที่มีจุดเด่นทั้งด้านสีสันและรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ มีตลาดสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ จีน และยุโรป
ในอนาคต การแข่งขันของอุตสาหกรรมไม้ดอกอาจไม่ได้วัดเพียงว่า “ใครปลูกได้มากกว่า” แต่อาจขึ้นอยู่กับว่า “ใครสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า” ผ่านการสร้างแบรนด์ การออกแบบ การเล่าเรื่อง การสร้างประสบการณ์ และการเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเป็นจุดที่ไทยสามารถเรียนรู้จากจีนและต่อยอดจากจุดแข็งของตนเองได้อย่างมีศักยภาพ
บีไอซี นครซีอาน เห็นว่า กรณีของจีนสะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมไม้ดอกไม้ประดับในอนาคตอาจจะไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านกำลังการผลิตหรือราคาสินค้าอีกต่อไป แต่จะเป็นการแข่งขันด้าน “การสร้างมูลค่าเพิ่ม” ผ่านเทคโนโลยี การออกแบบ การสร้างแบรนด์ และการเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์มากขึ้น
สำหรับไทย ซึ่งมีจุดแข็งด้านพืชเขตร้อน ความหลากหลายทางชีวภาพ ศิลปวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมบริการ นับเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดอุตสาหกรรมไม้ดอกไม้ประดับไปสู่ธุรกิจมูลค่าสูง ทั้งในมิติการท่องเที่ยวเชิงเกษตร การพัฒนาแบรนด์สินค้าเกษตรพรีเมียม ตลอดจนความร่วมมือด้านเกษตรอัจฉริยะและเทคโนโลยีโรงเรือนกับจีนในอนาคต
ในระยะยาว หากไทยสามารถผสานจุดแข็งด้าน Soft Power เข้ากับนวัตกรรม เทคโนโลยี และการสร้างประสบการณ์ให้กับสินค้าได้มากขึ้น จะสามารถช่วยยกระดับ “ดอกไม้ไทย” จากสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่หนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกได้เช่นเดียวกัน
ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) นครซีอาน ผ่านช่องทางโทรศัพท์ +86 029 6125 3668 ต่อ 804 หรือ Email: [email protected]
เขียนโดย นางสาวอรัญญา รุ่งเรือง
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซีอาน
[1] “เทคโนโลยีรางปลูกทรง W” คือ ระบบจัดวางรางปลูกที่ช่วยเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก และทำให้แสง น้ำ และอากาศกระจายได้ทั่วถึงมากขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตในโรงเรือน
[2] “HPS” (High Pressure Sodium) คือ ระบบเพิ่มแสงสำหรับการปลูกพืชในโรงเรือนเมื่อแสงธรรมชาติไม่เพียงพอ ช่วยเร่งการเติบโต และเพิ่มคุณภาพของดอกไม้ให้มีความสม่ำเสมอมากขึ้น
Office Hours : Mon-Fri, 09.00-12.00 hrs. and 13.30-17.00 hrs.
Consular Section
VISA inquiries : +(86-29) 6125 3668 ext 801 Monday - Friday 15.00 - 17.00 hrs.
Thai citizen, please contact (+๘๖) ๑๘๒๐๒๙๒๑๒๘๑ for an appointment.